ความรู้เรื่อง IP Address
ความรู้เรื่อง IP Address
IP Address
คือ หมายเลขประจำตัวที่ไม่ซ้ำกัน ของอุปกรณ์ทุกชิ้นที่เชื่อมต่ออยู่ในเครือข่าย
- ทำหน้าที่ : ระบุตัวตน และเป็น ที่อยู่ เพื่อให้ข้อมูลถูกส่งจากต้นทางไปยังปลายทางได้อย่างถูกต้อง
1. Public IP & Private IP
Public IP Address คือ หมายเลขประจำตัว (Unique Identifier) ของอุปกรณ์หรือเครือข่ายของคุณบนอินเทอร์เน็ตที่ใช้งานได้ทั่วโลก (Globally Routable)
Private IP Address คือ คือช่วงหมายเลขที่สงวนไว้สำหรับการใช้งานภายในเครือข่ายท้องถิ่น (LAN) เช่น ภายในบ้านหรือองค์กร โดย IP เหล่านี้จะไม่ถูกเราต์ออกสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตสาธารณะโดยตรง
ช่วง Private IP Address สำหรับแต่ละคลาส (RFC 1918) :
| Class | ช่วง Private IP Address | Subnet Mask เริ่มต้น (Default) |
| A | 10.0.0.0 ถึง 10.255.255.255 | 255.0.0.0 (/8) |
| B | 172.16.0.0 ถึง 172.31.255.255 | 255.255.0.0 (/16) |
| C | 192.168.0.0 ถึง 192.168.255.255 | 255.255.255.0 (/24) |
ความสำคัญในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์:
- Public IP ทำให้เราสามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเซิร์ฟเวอร์หรือ
เว็บไซต์ภายนอกได้ซึ่งเป็นรากฐานของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
อนุญาตให้อุปกรณ์หลายร้อยเครื่องใช้ Public IP อันเดียวในการสื่อสารกับโลกภายนอกได้
ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นที่ระดับ Router
2. Netmask (Subnet Mask)
Netmask ใช้บอกว่าตำแหน่งใดของ IP เป็นส่วนของเครือข่าย และตำแหน่งใดเป็นหมายเลขของเครื่องปลายทาง เพื่อให้ระบบเครือข่ายรู้ว่าควรส่งข้อมูลไปที่ไหน ตัวอย่าง Netmask ที่พบได้บ่อย เช่น
- 255.0.0.0
- 255.255.0.0
- 255.255.255.0
ความสำคัญในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์:
Netmask มีความสำคัญสูงสุดในการ แยกส่วนประกอบของ IP Address เพื่อให้ระบบสามารถ ตัดสินใจเรื่องเส้นทาง (Routing Decision) ได้:
- กลไกการทำงาน: Netmask กำหนดว่าบิตใดของ IP Address เป็นส่วนของเครือข่ายและ
บิตใดเป็นส่วนของ Host การแยกส่วนนี้เกิดขึ้นโดยการนำ IP Address และ Netmask
มาทำ AND Operation ทางตรรกะในรูปแบบไบนารี ซึ่งเป็นกระบวนการที่เร็วที่สุด
ในการหา Network ID
- CIDR Notation: ในการกำหนด Netmask มักจะใช้สัญกรณ์ CIDR
(Classless Inter-Domain Routing) เช่น /24 ซึ่งเป็นการระบุจำนวนบิตที่เป็นส่วน
ของ Network ID โดยตรง แสดงถึงการจัดการที่ยืดหยุ่นกว่าระบบ Classful ในอดีต
3. Gateway
Gateway คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นทางออกของเครือข่ายภายใน เมื่ออุปกรณ์ต้องการเชื่อมต่อไปยังเครือข่ายอื่นหรือออกอินเทอร์เน็ต ต้องส่งข้อมูลผ่าน Gateway ก่อน หากไม่มีการตั้งค่า Gateway อุปกรณ์จะไม่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ และ Gateway เป็น อุปกรณ์ที่ทำงานที่ Layer 3 (Network Layer) และมีบทบาทสำคัญในการ เชื่อมต่อระบบอัตโนมัติ (Autonomous System) เข้าด้วยกัน
ความสำคัญในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์:
- จุดเริ่มต้นของเส้นทาง: Gateway คือ Next-Hop Address ที่อุปกรณ์ภายในเครือข่ายต้องส่ง
ข้อมูลไปหา เมื่อปลายทางของข้อมูลอยู่นอก Network ID ของตัวเอง หรือเมื่อข้อมูลถูก
ส่งไปยัง Default Route (เส้นทางหลัก)
- การส่งต่อ (Routing): Gateway มีตารางเส้นทาง (Routing Table) ที่ใช้ในการกำหนด
เส้นทางที่ดีที่สุดในการส่งแพ็กเก็ตข้อมูลไปยังเครือข่ายอื่น ทำให้การสื่อสารภายนอกเกิดขึ้น
4. DNS (Domain Name System)
ความสำคัญในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์:
5. การแบ่ง Subnet (Subnetting)
การทำ Subnet คือ การแบ่งเครือข่ายใหญ่ให้ย่อยออกเป็นหลายๆเครือข่าย เพื่อให้การจัดการง่ายขึ้น ลดความแออัดของข้อมูล และเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล การกำหนด Subnet จะต้องใช้ Netmask หรือรูปแบบตัวเลข เช่น /24 หรือ /28 เพื่อบอกขนาดของเครือข่ายย่อยแต่ละอัน
ความสำคัญในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์:
- ควบคุม Broadcast Domain: การแบ่ง Subnet ช่วยจำกัดขนาดของ Broadcast Domain
ให้อยู่ในขอบเขตที่เล็กลง ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของเครือข่ายโดยรวมดีขึ้น
- การวางแผน Address: การคำนวณ Subnet ที่แม่นยำ (โดยการยืมบิต) ทำให้
สามารถกำหนดจำนวน IP ที่ใช้งานได้จริงในแต่ละวง (Total Hosts - Network
Address - Broadcast Address) เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนอุปกรณ์ที่ต้องการจริง ๆ
ตัวอย่างการคำนวณ:
เสริม : รู้ไหมทำไมต้อง Broadcast?
เราต้องรู้ Broadcast Address (ที่อยู่สุดท้ายของวง) เพื่อให้สามารถส่งแพ็กเก็ตถึง ทุกอุปกรณ์ ในวงเครือข่ายเดียวกันได้พร้อมกัน เหตุผลที่ต้อง Broadcast คือ:
- อุปกรณ์ที่มี IP นั้นจะส่ง MAC Address กลับมาเป็นการตอบกลับแบบ Unicast
(ส่งตรง)
- เมื่ออุปกรณ์รู้แค่ IP Address ของปลายทางที่อยู่ในวงเดียวกัน แต่ไม่รู้ MAC Address (ที่อยู่จริงของฮาร์ดแวร์) อุปกรณ์จะส่งข้อความ ARP Request แบบ Broadcast ออกไปถามทุกคนว่า "ใครมี IP Address นี้บ้าง? โปรดแจ้ง MAC Address ของคุณมา"
2. เพื่อขอรับ IP Address (DHCP):
- อุปกรณ์ที่เพิ่งเชื่อมต่อเข้าเครือข่ายและยังไม่มี IP Address จะต้องส่งข้อความ DHCP Discover แบบ Broadcast ออกไปเพื่อค้นหา DHCP Server ที่พร้อมจะจัดสรรหมายเลข IP ให้
สรุปคำตอบ
Network Address 192.168.72.128 Broadcast Address 192.168.72.159 ใช้งานได้ (Host Range) 192.168.72.129 – 192.168.72.158 ( จำง่ายๆคือ +1 -1 ) จำนวน Host ใช้งานได้ 30 hosts (2 ถูกจอง: Network + Broadcast)การคำนวณหาว่าเราอยู่เน็ตเวิร์ควงไหน (Network ID)
หลักการ:
แปลง IP และ Subnet Mask เป็นเลขฐานสอง
ทำ AND Operation (บิตที่เป็น 1 ทั้งคู่เท่านั้นถึงจะได้ 1)
ผลลัพธ์คือ Network ID (Host ID ทั้งหมดจะเป็น 0)
ตัวอย่างการคำนวณ:
สมมุติ: IP 192.168.1.10 และ Subnet Mask 255.255.255.0
| Octet | IP Address (ฐานสอง) | Subnet Mask (ฐานสอง) | Network ID (AND Result) | Network ID (ฐานสิบ) |
| 1 | 11000000 | 11111111 | 11000000 | 192 |
| 2 | 10101000 | 11111111 | 10101000 | 168 |
| 3 | 00000001 | 11111111 | 00000001 | 1 |
| 4 | 00001010 | 00000000 | 00000000 | 0 |
ผลลัพธ์: Network ID คือ 192.168.1.0
- คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่มี Network ID เดียวกันนี้ จะถือว่าอยู่ใน เครือข่ายวงเดียวกัน และสามารถสื่อสารกันได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่าน Route
- Broadcast Address คือ 192.168.1.255 (เกิดจากการเปลี่ยนส่วน Host ID ที่เป็น 0 ทั้งหมด ให้เป็น 1 ทั้งหมด) หมายเลขนี้คือเป้าหมายที่ต้องคุยด้วยเมื่อต้องการ Broadcast
แหล่งข้อมูล
- https://en-wikipedia-org.
- https://www.quickserv.co.th/knowledge-base/solutions/ip-address-
- https://www.quickserv.co.th/knowledge-base/solutions/dns-
- https://www.ruijienetworks.net
- https://metrabyte.cloud
- https://www.bloggang.com
- https://www.mindphp.com
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น